แนะนำโดย อาจารย์สุภกัญญา ชวนิชย์
รายการหนังสือสื่อความรู้ ช่วงหนังสือชวนคิด
ออกอากาศทางสถานีวิทยุ FM ๙๗.๗๕ Mhz.
“คลื่นสีขาวของชาวพุทธ” ครั้งที่ ๑๑๗
“การอ่านหนังสืออย่างมีคุณค่าแท้จริง….คือ….การอ่านด้วยความอ่อนโยน ไม่ตัดสินผิดถูก แต่อ่านด้วยใจที่เปิดกว้างและน้อมนำสาระต่างๆจากตัวหนังสือสู่ตัวเรา”
สุภกัญญา ชวนิชย์
หนังสือแนะนำในวันนี้ คือ หนังสือเรื่อง “คำเปลี่ยนคิด” ผลงานของ “คุณทิพวรรณ ยามาโมโต และคุณสุธี พนาวร
คำคมต่างๆของบุคคลที่ยิ่งใหญ่ในอดีต คือส่วนหนึ่งของภาพสะท้อนความคิดอันยิ่งใหญ่ที่นำพาบุคคลเหล่านั้นให้ประสบความสำเร็จและเป็นที่จดจำของมนุษยชาติ จนกลายเป็นมรดกทางปัญญาที่ผู้คนจดจำและเป็นนำพาความสว่างไสวงอกงามไพบูลย์แก่คนรุ่นหลังต่อไปได้ ดิฉันอ่านหนังสือเล่มนี้แล้วเห็นว่า เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการเติมเต็มและตัดต่อความคิดในบางแง่บางคน ที่เราทั้งหลายบ้างก็เกิน บ้างก็ขาด ให้เกิดความสมดุลแห่งความเข้าใจ ซึ่งในรายการของเราจะขอหยิบยกบ้างตัวอย่างบางตอน
Ingrid Bergman นักแสดงชาวสวีเดน ได้เคยกล่าวว่า “ความสุขเกิดจากสุขภาพที่ดีและความจำที่เลว” ด้วยเขาเชื่อมั่นว่า เคล็ดลับแห่งความสุขในชีวิตประการหนึ่งคือ การไม่จดจำอารมณ์โกรธ ปัญหาหรือประสบการณ์ร้ายๆในอดีต โดยปล่อยให้สิ่งเหล่านั้นผ่านไปกับกาลเวลาอย่างไม่นึกหวน นึกพะวง ด้วยการไม่ดึงอดีตที่แก้ไม่ได้มาสร้างทุกข์ให้กับปัจจุบัน
การสร้างความสุขในการมีชีวิตร่วมกับคนในสังคมนั้น อาจจะไม่ใช่การสะกดตัวเองไม่ให้โกรธ แต่มาจากการเป็นคนที่หัดลืมอะไรง่ายๆ เสียบ้าง โดยเฉพาะเรื่องราวที่ขุ่นข้องหมองใจ เพื่อเราจะได้ไม่เป็นคนที่กระอักกระอ่วนหรือไม่สบายใจที่ต้องพบหน้าใครสักคนที่เคยมีอคติต่อกัน แม้เรื่องราวจะผ่านมานานาแสนนาน และเหตุการณ์ทั้งหลายก็ได้ผ่านพ้นมาจนลางเลือนแล้ว
นอกจากการลืมอดีตแล้ว เราต้องสร้างเหตุปัจจุบันด้วยการพก คำชื่นชม ไว้เสมอๆ ซึ่งหนังสือคู่มือการเลี้ยงลูกหลายๆเล่มได้กล่าวไว้ว่า การชมเป็นวิธีการพัฒนาเด็กที่ดีและสำคัญมาก เพราะในวัยเด็กที่อยู่ในระหว่างการพัฒนาทักษะต่างๆ จะเชื่อคำที่ผู้ใหญ่บอกกล่าวเสมอ ซึ่งหากเด็กได้รับคำชมอย่างถูกที่ ถูกเวลา และพอเหมาะ เด็กจะมีความพยายาม อดทน มีกำลังใจ ภาคภูมิใจ และมีความเคารพในความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น
ซึ่งเรื่องทำนองนี้ไม่ได้เกิดกับเด็กเท่านั้น ผู้ใหญ่เองก็เช่นกัน แม้บางครั้งจะพอทราบว่า คนพูดเป็นคนปากหวาน แต่การพูดชมเชยก็เป็นวิธีการมัดใจคนที่ใช้ได้เสมอ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อยู่ในบทบาทของผู้นำ จะต้องวางรูปแบบสิ่งที่ต้องการ แสดงให้เห็นเป็นตัวอย่าง เมื่อลูกน้องปฏิบัติแล้ว ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร คำชมต้องไปก่อน ยิ่งถ้าผลออกมาดี คำชมต่อหน้าผู้อื่นกับเสียงปรบมือยิ่งจะเป็นรางวัลที่ทำให้ลูกน้องปลื้ม หัวใจพองโตกันสุดๆ นั่นคือวิธีสร้างกำลังใจให้กับลูกน้องอย่างมีประสิทธิภาพวิธีหนึ่ง
การปฏิบัติแบบนี้ เปรียบเหมือนการสร้างสะพาน….ดังคำกล่าวของ Joseph Fort Newton นักเทศน์ชาวอเมริกัน ได้เคยกล่าวไว้ว่า “คนเรานั้นเปล่าเปลี่ยว เพราะเราสร้างกำแพงมากกว่าสร้างสะพาน” ซึ่งคำกล่าวนี้จะเห็นได้ชัดเจนในกรณีที่เราสัมผัสกับสังคมของ ผู้ที่มีอัตตา มีอุปนิสัย มีรสนิยมแตกต่างกัน ซึ่งบางครั้งไม่มีเหตุผลที่จะอธิบายให้เข้าใจได้ เพียงแต่มี ความรู้สึกที่เรียกว่า ไม่ถูกชะตาซึ่งกันและกัน ซึ่งความรู้สึกแบบนี้เป็นเหตุที่จะนำไปสู่ อคติ ระหว่างกัน จากความรู้สึกไม่ชอบหน้าตา กลายเป็นทึกทักเอาเองว่า หน้าตาแบบนี้ต้องนิสัยไม่ดี และยังลามไปตัดสินถึงการกระทำหรือคำพูดต่างๆของคนๆนั้นว่าไม่ดีไปด้วย ซึ่งคงเป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรมเอาเสียเลยที่จะคิดและปฏิบัติต่อกันเช่นนี้
หนทางเดียวที่จะสร้างสุขในโลกที่ขาดความสมบูรณ์เช่นนี้ ก็คือ การยอมรับความจริง แทนที่จะเลือกคบคนที่ถูกใจ ก็ให้เลือกสมาคมกับคนเฉพาะด้านที่ถูกใจ แล้วมอบสิ่งต่างๆด้านที่ถูกใจให้เขา ด้วยการเปิดใจมองหาข้อดี เพื่อสร้างสะพานไปสู่ความสัมพันธ์ที่ดี เป็นการทำลายกำแพงขวางกั้นระหว่างตัวเรากับผู้อื่น ช่วยให้สามารถก้าวออกไปจากห้องที่ปิดทึบ สู่โลกกว้างให้เห็นความดีของผู้คนในแง่มุมต่างๆ ซึ่งจะทำให้โลกงดงามน่าอยู่ขึ้นอีกมาก
คนเรานั้นไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้โดยลำพัง บนเส้นทางจากวัยเด็กสู่การเป็นผู้ใหญ่นั้น เราต่างก็ได้เรียนรู้สรรพสิ่งต่างๆจากหลายต่อหลายคนที่เราได้พบ บางคนผ่านมาแล้วก็ผ่านไป บางคนเข้ามาเกี่ยวข้องกันสักพักหนึ่ง แต่บางคนก็เข้ามาผูกพันกันนาน คนเหล่านี้เหมือนหน้าต่างสู่ประสบการณ์ใหม่ๆให้เราได้เรียนรู้อยู่ตลอดเวลา เช่น แม่ค้าสอนให้เรารู้จักชื่อขนม พ่อสอนให้รู้จักความขยันอดทน เพื่อร่วมงานสอนวิธีทำงาน เจ้านายสอนให้รู้จักความรับผิดชอบ ลูกน้องสอนให้เรียนรู้การทำงานเป็นทีม เพื่อนที่หักหลังสอนให้รู้ถึงคุณค่าของความซื่อสัตย์ หรือแม้แต่สุนัขข้างถนนที่คาบอาหารมาให้ลูกก็สอนให้เรารู้ว่าไม่มีแม่ที่ไหนที่ไม่รักลูก
เราต่างก็เรียนรู้สัจธรรมของโลกได้จากผู้คนรอบตัว แม้ว่าบางครั้งสังคมที่วุ่นวายทำให้เราอยากหลบไปอยู่ในที่สงบเพียงลำพัง แต่ความจริงแล้ว แม้คนที่เรามองว่าน่าเบื่อ น่ารำคาญ ก็ยังมีอะไรให้เราเรียนรู้ หากเราคอยสังเกต คิดหาเหตุผลว่าทำไมพวกเขาจึงมีพฤติกรรมเช่นนั้น ก็สามารถเรียนรู้และเพิ่มพูนประสบการณ์ได้ ที่สำคัญของให้เราเข้าใจและให้ความหมายกับ เพื่อน ว่าเพื่อนที่ดีนั้นช่วยให้เราสามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆอย่างตรงไปตรงมา ทั้งเรื่องดีและเรื่องร้าย เป็นที่ปรึกษายามมีปัญหา เอาเรื่องราวต่างๆมาเล่าให้ฟัง รับความรู้สึกปวดร้าวของเราได้ ให้ความเห็นในสิ่งที่เราอาจไม่เคยนึกถึงมาก่อน และเมื่อมีสิ่งดีๆเกิดขึ้น เขาก็จะช่วยทำให้สิ่งเหล่านี้ดีขึ้นเป็นเท่าทวี และคอยปลอบประโลมในห้วงเวลาแห่งความเลวร้าย ดังมีคำกล่าวว่า “มิตรภาพนั้นทำให้สิ่งดีๆ เพิ่มเป็นเท่าทวีและลดสิ่งเลวร้ายให้น้อยลง”
และมี “คำเปลี่ยนคิด” อีกหลาย คำที่มีพลังมาก เช่น ประโยคที่ John F. Kennedy กล่าวว่า ในภาษาจีนนั้น คำว่า วิกฤต เขียนด้วยตัวอักษรสองตัว ตัวหนึ่งแปลว่า อันตราย อีกตัวหนึ่งแปลว่า โอกาส
คำว่า วิกฤต หมายถึงปัญหาปัจจุบันทันด่วนที่จะเกิดผลเสียหายอย่างใหญ่หลวง ซึ่งประกอบด้วย ความปัจจุบันทันด่วน และความเสียหายใหญ่หลวง ที่ประดังเข้ามาพร้อมๆกัน เช่น น้ำท่วม ไฟไหม้ วิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตการเมืองเป็นต้น
และในทุกครั้งที่เกิดวิกฤต ผู้คนส่วนใหญ่จะได้รับผลกระทบที่รุนแรงในวงกว้าง แต่ก็จะมีผู้คนจำนวนหนึ่งได้ประโยชน์มหาศาลจากผลของวิกฤตนั้นจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็แล้วแต่ เช่นเมื่อครั้งที่สถาบันการเงินล้ม ก็มีผู้ที่เข้ามาซื้อสินทรัพย์ของสถาบันการเงินในราคาต่ำ หรือในอีกแง่หนึ่ง คนทั้งสังคมก็จะได้โอกาสในการเรียนรู้จากประสบการณ์อันแสนเจ็บปวด แล้วก็เกิดระบบป้องกันที่ช่วยให้วิกฤตอย่างเดียวกันไม่เกิดซ้ำสอง ในภาวะวิกฤต เราจึงต้องตั้งสติให้ดี มองดูสถานการณ์อย่างไม่ตื่นตระหนก วิเคราะห์สถานการณ์แล้วปรับเปลี่ยนตนเองให้สามารถรองรับวิกฤตนั้น ให้เกิดประโยชน์ให้ได้ จึงนับว่าเป็นผู้ที่ได้ดีกับวิกฤต หรือไม่เป็นเหยื่อของวิกฤต ซึ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับการวิเคราะห์และการลงมือปฏิบัติของแต่ละคน
และอีกคำคมหนึ่งที่ขออนุญาตนำมาเป็นตัวอย่างในรายการวันนี้
นั่นคือประโยคของอดีตนายกรัฐมนตรี Winston Churchill ที่กล่าวว่า “บางครั้งคุณอาจจะไม่เห็นด้วยกับคำวิพากษ์วิจารณ์ แต่มันเป็นสิ่งจำเป็น เพราะมันทำหน้าที่เหมือนกับความเจ็บปวดในร่างกายมนุษย์ ซึ่งเรียกร้องความสนใจถึงความผิดปกติของสิ่งต่างๆ”
…สมัยเด็กเรามักจะถูกพ่อแม่ดุในเรื่องที่ดูเหมือนจะเล็กน้อย เช่น การงอแงไม่ไปโรงเรียน การเก็บของไม่เป็นที่ แต่พอโตขึ้นสิ่งที่พ่อแม่พร่ำสอนนั้นเอง กลับเป็นสมบัติอันล้ำค่าที่ได้ติดตัวมา และคิดว่าเป็นสิ่งที่เราเคยรู้สึกว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่ คือสิ่งที่จำเป็นต้องเรียนรู้ในการอยู่ร่วมกับคนในสังคม โดยเฉพาะค่านิยมการใช้ชีวิต อีกทั้งยังเป็นลักษณะนิสัยเฉพาะตัวที่ดี ที่คนอีกหลายคนอาจไม่มี ถึงตอนนี้จึงเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า พ่อแม่ดุและทำโทษเราด้วยความเมตตา
การตำหนิติเตียนคนใกล้ชิดที่รักและหวังดี ยิ่งเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความกล้าหาญอย่างยิ่ง ผู้ตำหนิไม่ได้ได้อะไรจากการตำหนิ แต่ผู้ที่ถูกตำหนิกลับจะรู้สึกขุ่นเคือง พานจะโกรธเคืองกันได้ง่ายๆ ดังนั้น การที่มีคนกล้าพอที่จะตำหนิเราเพื่อให้เป็นคนที่สมบูรณ์แบบขึ้นจึงถือเป็นบุญวาสนา
การที่ไม่ได้ส่องกระจกก็จะไม่มีโอกาสรู้ได้ว่าใบหน้าเปื้อนสิ่งสกปรกหรือมีริ้วรอยอะไร การได้รับคำเตือนหรือแม้แต่คำตำหนิจึงเป็นเหมือนกับได้โอกาสมองตัวเองในกระจกซึ่งคนรอบตัวเป็นผู้สะท้อนมาให้เราได้เห็นข้อดีและข้อเสียของตัวเอง แม้ว่าคำตักเตือนบางครั้งอาจจะดูเกินเลยไปบ้าง มองด้านเดียวบ้าง มีอคติบ้าง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าต้องปฏิเสธไม่รับฟังไปเสียทั้งหมด ทั้งนี้ความเจ็บปวดที่ได้ยินคำตำหนิจึงเหมือนกับอาการเจ็บของร่างกายที่คอยเตือนให้รู้ถึงสิ่งผิดปกติ ขาดเสียงเตือนนั้นแล้วก็ไม่ต่างกับคนที่มีอาการเหน็บชาที่ไม่มีโอกาสได้รับรู้ความผิดปกติอะไร หรือกว่าจะรู้ตัวก็ลุกลามจนเกินแก้ไข
เมื่อมีเสียงตักเตือนจึงต้องนำมาพิจารณาโดยไม่มีอคติว่า จะทำอย่างไรจึงจะแก้ไขข้อเสียเหล่านั้นได้ ยิ่งเสียงตำหนิของพ่อแม่นั่นคือเสียงสวรรค์ที่จะพาเราไปในทิศทางที่ดีขึ้นเสมอ
และทั้งหมดนี้คือ สาระข้อคิดดีๆจากหนังสือแนะนำ “คำเปลี่ยนคิด” หนังสือดีอีกเล่มที่ขอแนะนำ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าความคิดและมุมมองเหล่านี้….จะปรับใจ ปรับคิด ปรับชีวิตของท่านทั้งหลายได้บ้าง ไม่มากก็น้อย
| ที่มา : | ชื่อเรื่อง : | คำเปลี่ยน คิด | |
| ผู้เขียน : | คุณทิพวรรณ ยามาโมโต และคุณสุธี พนาวร | ||
| ผู้แปล : | - | ||
| สำนักพิมพ์ : | ยูบีซีแอล บุ๊คส์ | ||
| พิมพ์ครั้งที่ : | - | ||
| ปี : | ๒๕๕๕ | ||
| จำนวนหน้า : | ๑๗๖ | ||
| ราคา : | ๑๖๐ | บาท | |


