แนะนำโดย  อาจารย์สุภกัญญา  ชวนิชย์
รายการหนังสือสื่อความรู้ ช่วงหนังสือชวนคิด
ออกอากาศทางสถานีวิทยุ FM ๙๗.๗๕ Mhz.
“คลื่นสีขาวของชาวพุทธ” ครั้งที่ ๑๑๗

 

 

“การอ่านหนังสืออย่างมีคุณค่าแท้จริง….คือ….การอ่านด้วยความอ่อนโยน ไม่ตัดสินผิดถูก แต่อ่านด้วยใจที่เปิดกว้างและน้อมนำสาระต่างๆจากตัวหนังสือสู่ตัวเรา”
สุภกัญญา ชวนิชย์

 

หนังสือแนะนำในวันนี้ คือ หนังสือเรื่อง “คำเปลี่ยนคิด”  ผลงานของ “คุณทิพวรรณ ยามาโมโต และคุณสุธี พนาวร  

คำคมต่างๆของบุคคลที่ยิ่งใหญ่ในอดีต คือส่วนหนึ่งของภาพสะท้อนความคิดอันยิ่งใหญ่ที่นำพาบุคคลเหล่านั้นให้ประสบความสำเร็จและเป็นที่จดจำของมนุษยชาติ จนกลายเป็นมรดกทางปัญญาที่ผู้คนจดจำและเป็นนำพาความสว่างไสวงอกงามไพบูลย์แก่คนรุ่นหลังต่อไปได้ ดิฉันอ่านหนังสือเล่มนี้แล้วเห็นว่า เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการเติมเต็มและตัดต่อความคิดในบางแง่บางคน ที่เราทั้งหลายบ้างก็เกิน บ้างก็ขาด ให้เกิดความสมดุลแห่งความเข้าใจ  ซึ่งในรายการของเราจะขอหยิบยกบ้างตัวอย่างบางตอน

Ingrid Bergman  นักแสดงชาวสวีเดน ได้เคยกล่าวว่า ความสุขเกิดจากสุขภาพที่ดีและความจำที่เลว  ด้วยเขาเชื่อมั่นว่า เคล็ดลับแห่งความสุขในชีวิตประการหนึ่งคือ การไม่จดจำอารมณ์โกรธ ปัญหาหรือประสบการณ์ร้ายๆในอดีต โดยปล่อยให้สิ่งเหล่านั้นผ่านไปกับกาลเวลาอย่างไม่นึกหวน นึกพะวง ด้วยการไม่ดึงอดีตที่แก้ไม่ได้มาสร้างทุกข์ให้กับปัจจุบัน 

การสร้างความสุขในการมีชีวิตร่วมกับคนในสังคมนั้น  อาจจะไม่ใช่การสะกดตัวเองไม่ให้โกรธ  แต่มาจากการเป็นคนที่หัดลืมอะไรง่ายๆ เสียบ้าง โดยเฉพาะเรื่องราวที่ขุ่นข้องหมองใจ  เพื่อเราจะได้ไม่เป็นคนที่กระอักกระอ่วนหรือไม่สบายใจที่ต้องพบหน้าใครสักคนที่เคยมีอคติต่อกัน  แม้เรื่องราวจะผ่านมานานาแสนนาน และเหตุการณ์ทั้งหลายก็ได้ผ่านพ้นมาจนลางเลือนแล้ว 

นอกจากการลืมอดีตแล้ว เราต้องสร้างเหตุปัจจุบันด้วยการพก คำชื่นชม ไว้เสมอๆ  ซึ่งหนังสือคู่มือการเลี้ยงลูกหลายๆเล่มได้กล่าวไว้ว่า การชมเป็นวิธีการพัฒนาเด็กที่ดีและสำคัญมาก เพราะในวัยเด็กที่อยู่ในระหว่างการพัฒนาทักษะต่างๆ จะเชื่อคำที่ผู้ใหญ่บอกกล่าวเสมอ ซึ่งหากเด็กได้รับคำชมอย่างถูกที่ ถูกเวลา และพอเหมาะ เด็กจะมีความพยายาม อดทน มีกำลังใจ ภาคภูมิใจ และมีความเคารพในความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น

ซึ่งเรื่องทำนองนี้ไม่ได้เกิดกับเด็กเท่านั้น  ผู้ใหญ่เองก็เช่นกัน แม้บางครั้งจะพอทราบว่า คนพูดเป็นคนปากหวาน แต่การพูดชมเชยก็เป็นวิธีการมัดใจคนที่ใช้ได้เสมอ  และโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อยู่ในบทบาทของผู้นำ จะต้องวางรูปแบบสิ่งที่ต้องการ แสดงให้เห็นเป็นตัวอย่าง เมื่อลูกน้องปฏิบัติแล้ว ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร คำชมต้องไปก่อน ยิ่งถ้าผลออกมาดี คำชมต่อหน้าผู้อื่นกับเสียงปรบมือยิ่งจะเป็นรางวัลที่ทำให้ลูกน้องปลื้ม หัวใจพองโตกันสุดๆ นั่นคือวิธีสร้างกำลังใจให้กับลูกน้องอย่างมีประสิทธิภาพวิธีหนึ่ง

การปฏิบัติแบบนี้ เปรียบเหมือนการสร้างสะพาน….ดังคำกล่าวของ Joseph  Fort  Newton นักเทศน์ชาวอเมริกัน ได้เคยกล่าวไว้ว่า “คนเรานั้นเปล่าเปลี่ยว เพราะเราสร้างกำแพงมากกว่าสร้างสะพาน”  ซึ่งคำกล่าวนี้จะเห็นได้ชัดเจนในกรณีที่เราสัมผัสกับสังคมของ ผู้ที่มีอัตตา มีอุปนิสัย มีรสนิยมแตกต่างกัน ซึ่งบางครั้งไม่มีเหตุผลที่จะอธิบายให้เข้าใจได้ เพียงแต่มี ความรู้สึกที่เรียกว่า ไม่ถูกชะตาซึ่งกันและกัน  ซึ่งความรู้สึกแบบนี้เป็นเหตุที่จะนำไปสู่ อคติ ระหว่างกัน จากความรู้สึกไม่ชอบหน้าตา กลายเป็นทึกทักเอาเองว่า หน้าตาแบบนี้ต้องนิสัยไม่ดี และยังลามไปตัดสินถึงการกระทำหรือคำพูดต่างๆของคนๆนั้นว่าไม่ดีไปด้วย ซึ่งคงเป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรมเอาเสียเลยที่จะคิดและปฏิบัติต่อกันเช่นนี้

หนทางเดียวที่จะสร้างสุขในโลกที่ขาดความสมบูรณ์เช่นนี้ ก็คือ การยอมรับความจริง แทนที่จะเลือกคบคนที่ถูกใจ ก็ให้เลือกสมาคมกับคนเฉพาะด้านที่ถูกใจ แล้วมอบสิ่งต่างๆด้านที่ถูกใจให้เขา ด้วยการเปิดใจมองหาข้อดี เพื่อสร้างสะพานไปสู่ความสัมพันธ์ที่ดี เป็นการทำลายกำแพงขวางกั้นระหว่างตัวเรากับผู้อื่น ช่วยให้สามารถก้าวออกไปจากห้องที่ปิดทึบ สู่โลกกว้างให้เห็นความดีของผู้คนในแง่มุมต่างๆ ซึ่งจะทำให้โลกงดงามน่าอยู่ขึ้นอีกมาก

คนเรานั้นไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้โดยลำพัง  บนเส้นทางจากวัยเด็กสู่การเป็นผู้ใหญ่นั้น เราต่างก็ได้เรียนรู้สรรพสิ่งต่างๆจากหลายต่อหลายคนที่เราได้พบ บางคนผ่านมาแล้วก็ผ่านไป บางคนเข้ามาเกี่ยวข้องกันสักพักหนึ่ง แต่บางคนก็เข้ามาผูกพันกันนาน คนเหล่านี้เหมือนหน้าต่างสู่ประสบการณ์ใหม่ๆให้เราได้เรียนรู้อยู่ตลอดเวลา เช่น แม่ค้าสอนให้เรารู้จักชื่อขนม พ่อสอนให้รู้จักความขยันอดทน เพื่อร่วมงานสอนวิธีทำงาน เจ้านายสอนให้รู้จักความรับผิดชอบ ลูกน้องสอนให้เรียนรู้การทำงานเป็นทีม เพื่อนที่หักหลังสอนให้รู้ถึงคุณค่าของความซื่อสัตย์ หรือแม้แต่สุนัขข้างถนนที่คาบอาหารมาให้ลูกก็สอนให้เรารู้ว่าไม่มีแม่ที่ไหนที่ไม่รักลูก

เราต่างก็เรียนรู้สัจธรรมของโลกได้จากผู้คนรอบตัว แม้ว่าบางครั้งสังคมที่วุ่นวายทำให้เราอยากหลบไปอยู่ในที่สงบเพียงลำพัง แต่ความจริงแล้ว แม้คนที่เรามองว่าน่าเบื่อ น่ารำคาญ ก็ยังมีอะไรให้เราเรียนรู้ หากเราคอยสังเกต คิดหาเหตุผลว่าทำไมพวกเขาจึงมีพฤติกรรมเช่นนั้น ก็สามารถเรียนรู้และเพิ่มพูนประสบการณ์ได้  ที่สำคัญของให้เราเข้าใจและให้ความหมายกับ เพื่อน ว่าเพื่อนที่ดีนั้นช่วยให้เราสามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆอย่างตรงไปตรงมา ทั้งเรื่องดีและเรื่องร้าย เป็นที่ปรึกษายามมีปัญหา เอาเรื่องราวต่างๆมาเล่าให้ฟัง รับความรู้สึกปวดร้าวของเราได้ ให้ความเห็นในสิ่งที่เราอาจไม่เคยนึกถึงมาก่อน และเมื่อมีสิ่งดีๆเกิดขึ้น เขาก็จะช่วยทำให้สิ่งเหล่านี้ดีขึ้นเป็นเท่าทวี และคอยปลอบประโลมในห้วงเวลาแห่งความเลวร้าย  ดังมีคำกล่าวว่า “มิตรภาพนั้นทำให้สิ่งดีๆ เพิ่มเป็นเท่าทวีและลดสิ่งเลวร้ายให้น้อยลง

และมี “คำเปลี่ยนคิด” อีกหลาย คำที่มีพลังมาก  เช่น  ประโยคที่ John F. Kennedy กล่าวว่า ในภาษาจีนนั้น คำว่า วิกฤต เขียนด้วยตัวอักษรสองตัว ตัวหนึ่งแปลว่า อันตราย อีกตัวหนึ่งแปลว่า โอกาส

คำว่า วิกฤต หมายถึงปัญหาปัจจุบันทันด่วนที่จะเกิดผลเสียหายอย่างใหญ่หลวง ซึ่งประกอบด้วย ความปัจจุบันทันด่วน และความเสียหายใหญ่หลวง ที่ประดังเข้ามาพร้อมๆกัน เช่น น้ำท่วม ไฟไหม้ วิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตการเมืองเป็นต้น

และในทุกครั้งที่เกิดวิกฤต ผู้คนส่วนใหญ่จะได้รับผลกระทบที่รุนแรงในวงกว้าง แต่ก็จะมีผู้คนจำนวนหนึ่งได้ประโยชน์มหาศาลจากผลของวิกฤตนั้นจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็แล้วแต่  เช่นเมื่อครั้งที่สถาบันการเงินล้ม ก็มีผู้ที่เข้ามาซื้อสินทรัพย์ของสถาบันการเงินในราคาต่ำ  หรือในอีกแง่หนึ่ง  คนทั้งสังคมก็จะได้โอกาสในการเรียนรู้จากประสบการณ์อันแสนเจ็บปวด แล้วก็เกิดระบบป้องกันที่ช่วยให้วิกฤตอย่างเดียวกันไม่เกิดซ้ำสอง  ในภาวะวิกฤต เราจึงต้องตั้งสติให้ดี  มองดูสถานการณ์อย่างไม่ตื่นตระหนก วิเคราะห์สถานการณ์แล้วปรับเปลี่ยนตนเองให้สามารถรองรับวิกฤตนั้น ให้เกิดประโยชน์ให้ได้ จึงนับว่าเป็นผู้ที่ได้ดีกับวิกฤต หรือไม่เป็นเหยื่อของวิกฤต  ซึ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับการวิเคราะห์และการลงมือปฏิบัติของแต่ละคน

และอีกคำคมหนึ่งที่ขออนุญาตนำมาเป็นตัวอย่างในรายการวันนี้

นั่นคือประโยคของอดีตนายกรัฐมนตรี  Winston Churchill  ที่กล่าวว่า “บางครั้งคุณอาจจะไม่เห็นด้วยกับคำวิพากษ์วิจารณ์ แต่มันเป็นสิ่งจำเป็น เพราะมันทำหน้าที่เหมือนกับความเจ็บปวดในร่างกายมนุษย์ ซึ่งเรียกร้องความสนใจถึงความผิดปกติของสิ่งต่างๆ

…สมัยเด็กเรามักจะถูกพ่อแม่ดุในเรื่องที่ดูเหมือนจะเล็กน้อย เช่น การงอแงไม่ไปโรงเรียน การเก็บของไม่เป็นที่ แต่พอโตขึ้นสิ่งที่พ่อแม่พร่ำสอนนั้นเอง กลับเป็นสมบัติอันล้ำค่าที่ได้ติดตัวมา และคิดว่าเป็นสิ่งที่เราเคยรู้สึกว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่ คือสิ่งที่จำเป็นต้องเรียนรู้ในการอยู่ร่วมกับคนในสังคม โดยเฉพาะค่านิยมการใช้ชีวิต อีกทั้งยังเป็นลักษณะนิสัยเฉพาะตัวที่ดี ที่คนอีกหลายคนอาจไม่มี  ถึงตอนนี้จึงเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า พ่อแม่ดุและทำโทษเราด้วยความเมตตา

การตำหนิติเตียนคนใกล้ชิดที่รักและหวังดี ยิ่งเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความกล้าหาญอย่างยิ่ง ผู้ตำหนิไม่ได้ได้อะไรจากการตำหนิ แต่ผู้ที่ถูกตำหนิกลับจะรู้สึกขุ่นเคือง พานจะโกรธเคืองกันได้ง่ายๆ  ดังนั้น การที่มีคนกล้าพอที่จะตำหนิเราเพื่อให้เป็นคนที่สมบูรณ์แบบขึ้นจึงถือเป็นบุญวาสนา

การที่ไม่ได้ส่องกระจกก็จะไม่มีโอกาสรู้ได้ว่าใบหน้าเปื้อนสิ่งสกปรกหรือมีริ้วรอยอะไร การได้รับคำเตือนหรือแม้แต่คำตำหนิจึงเป็นเหมือนกับได้โอกาสมองตัวเองในกระจกซึ่งคนรอบตัวเป็นผู้สะท้อนมาให้เราได้เห็นข้อดีและข้อเสียของตัวเอง แม้ว่าคำตักเตือนบางครั้งอาจจะดูเกินเลยไปบ้าง มองด้านเดียวบ้าง มีอคติบ้าง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าต้องปฏิเสธไม่รับฟังไปเสียทั้งหมด ทั้งนี้ความเจ็บปวดที่ได้ยินคำตำหนิจึงเหมือนกับอาการเจ็บของร่างกายที่คอยเตือนให้รู้ถึงสิ่งผิดปกติ ขาดเสียงเตือนนั้นแล้วก็ไม่ต่างกับคนที่มีอาการเหน็บชาที่ไม่มีโอกาสได้รับรู้ความผิดปกติอะไร หรือกว่าจะรู้ตัวก็ลุกลามจนเกินแก้ไข

เมื่อมีเสียงตักเตือนจึงต้องนำมาพิจารณาโดยไม่มีอคติว่า จะทำอย่างไรจึงจะแก้ไขข้อเสียเหล่านั้นได้ ยิ่งเสียงตำหนิของพ่อแม่นั่นคือเสียงสวรรค์ที่จะพาเราไปในทิศทางที่ดีขึ้นเสมอ

และทั้งหมดนี้คือ สาระข้อคิดดีๆจากหนังสือแนะนำ  “คำเปลี่ยนคิด”  หนังสือดีอีกเล่มที่ขอแนะนำ  หวังเป็นอย่างยิ่งว่าความคิดและมุมมองเหล่านี้….จะปรับใจ ปรับคิด ปรับชีวิตของท่านทั้งหลายได้บ้าง ไม่มากก็น้อย

ที่มา : ชื่อเรื่อง : คำเปลี่ยน คิด
  ผู้เขียน : คุณทิพวรรณ ยามาโมโต และคุณสุธี พนาวร 
  ผู้แปล : -
  สำนักพิมพ์ : ยูบีซีแอล บุ๊คส์
  พิมพ์ครั้งที่ : -
  ปี : ๒๕๕๕
  จำนวนหน้า : ๑๗๖
  ราคา : ๑๖๐ บาท

 

 

Share
 

แนะนำโดย  อาจารย์สุภกัญญา  ชวนิชย์
รายการหนังสือสื่อความรู้ ช่วงหนังสือชวนคิด
ออกอากาศทางสถานีวิทยุ FM ๙๗.๗๕ Mhz.
“คลื่นสีขาวของชาวพุทธ” ครั้งที่ ๑๑๖

 

“การอ่านหนังสืออย่างมีคุณค่าแท้จริง….คือ….การอ่านด้วยความอ่อนโยน ไม่ตัดสินผิดถูก แต่อ่านด้วยใจที่เปิดกว้างและน้อมนำสาระต่างๆจากตัวหนังสือสู่ตัวเรา”
สุภกัญญา ชวนิชย์

 

หนังสือแนะนำวันนี้ เป็นงานเขียนของช่างภาพ  เขาเป็นคนรุ่นใหม่ที่มองสิ่งต่างๆในมุมที่ต่างไปอยู่เสมอ ไม่เว้นแม้แต่การมองพระพุทธศาสนา ซึ่งมุมมองผ่านเลนส์ของเขานี้เองทำให้ผู้อ่านได้ย้อนกลับไปมองหลักคำสอนต่างๆในพุทธศาสนาในมุมที่น่าสนใจ ชวนหาคำตอบ ชวนฝึกปฏิบัติ และเห็นอะไรๆที่ชัดเจนยิ่งขึ้น   โดยเฉพาะที่หน้าปกหนังสือ เขียนว่า  ต้องอ่านเล่มนี้ถ้าไม่มีเวลาไปวัด

หนังสือเล่มนี้ ชื่อ จบที่ใจ ผลงานเขียนของ คุณกิตติชัย เกษมศานติ์  โดยสำนักพิมพ์อมรินทร์ธรรมะ

เขาเล่าว่า เขาเป็นคนหนึ่งที่หาโอกาสเดินทางต่างประเทศเสมอ เพื่อเปิดโลกทัศน์ใหม่ๆ แต่แล้วก็ได้ข้อสรุปว่า ไม่ว่าจะเป็นคนประเทศไหน ทวีปอะไร ล้วนมีความทุกข์เหมือนกันหมด คือ อยากมีเงินมากๆ อยากได้รับการยอมรับ มีปัญหาครอบครัว ปัญหาความสัมพันธ์ เพราะเราต่างก็คือ มนุษย์ แม้ว่าความเจริญทางวัตถุและวิทยาศาสตร์จะก้าวหน้ามากกว่ากันในประเทศที่เจริญสุดๆ กับประเทศที่ยากจนสุดๆ ความเจริญต่างๆเหล่านั้นก็ไม่ได้ช่วยให้ความทุกข์ของเราหายไปเลย  

การเดินทางในหลากหลายที่ของผู้เขียนนั้นทำให้เขารู้ชัดว่าฐานะของคนไม่ได้วัดความสุข มีคนที่พร้อมด้วยเงินทองมากมายที่ชีวิตเต็มไปด้วยปัญหา เช่น ปัญหาครอบครัว พ่อแม่แยกทางกันเพราะไม่มีเวลาให้กัน ส่วนคนที่มีเงินน้อยก็เต็มไปด้วยปัญหาแบบคนมีเงินน้อย เช่น เงินไม่พอ พ่อแม่ตกงาน อยากเรียนแต่ไม่ได้เรียน

ชีวิตของเราทั้งหลายนั้นเป็นดังที่ท่านพุทธทาสกล่าวไว้ว่า ฆราวาสที่ไม่เข้าใจพระพุทธศาสนา คือคนที่ต้องหัวเราะและร้องไห้สลับกันไปไม่มีที่สิ้นสุด และเหตุนี้เอง ผู้เขียนจึงตั้งใจจะเขียนหนังสือเล่มนี้เพราะไม่อยากเห็นใครหัวเราะและร้องไห้สลับไปมาตลอดช่วงชีวิต

เขากล่าวว่า สมัยเด็กเคยสงสัยว่าธรรมะมีไว้เพื่ออะไร ซึ่งเขาก็ได้เคยตอบตามความเข้าใจส่วนตัวในแต่ละวัย โดยในวัยเด็ก เขาเคยคิดว่า ธรรมะคือวิชาหนึ่งที่ต้องท่องจำเพื่อไว้ใช้สอบ โตขึ้นมาอีกหน่อยในช่วงวัยรุ่นก็คิดว่าธรรมะเป็นเรื่องล้าสมัย เป็นแค่วัฒนธรรมประเพณีอย่างหนึ่งเท่านั้น เป็นแค่หลักการในหนังสือที่เต็มไปด้วยภาษาบาลีมากมาย แต่เมื่อเขาต้องพบกับปัญหาชีวิตและได้อ่านหนังสือธรรมะจึงคิดได้ว่านี่แหละคือสิ่งประเสริฐ ที่ช่วยให้เราพ้นทุกข์ได้โดยไม่ต้องเสียเงินแพงๆ ดังนั้น ธรรมะก็คือเรื่องของการพ้นทุกข์เท่านั้นเอง

ธรรมะเป็นเรื่องของใจ พิธีกรรมต่างๆ ล้วนเป็นองค์ประกอบเพื่อช่วยให้ใจสงบเท่านั้น เนื่องจากความสุขและความทุกข์ล้วนเกิดมาจากใจ ถ้าเราควบคุมใจได้ความสงบและความสุขย่อมตามมา

ไม่ว่าเราจะนั่งสมาธิเก่งแค่ไหนมีพลังจิตขยับเขยื้อนสิ่งของแม้แต่เรียกลมเรียกฝนได้แต่ก็จะไม่มีประโยชน์อะไร หากออกจากสมาธิแล้วใจยังไม่สงบและเต็มไปด้วยความทุกข์

ผู้เขียนเล่าว่า เคยดูหนังเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการที่มนุษย์ได้รับพรจากพระเจ้าให้กลายเป็นพระเจ้าแทนทำให้เขาทำทุกอย่างได้ตามที่ใจปรารถนา ไม่ว่าจะแหวกน้ำทะเลเพื่อเดินข้ามมหาสมุทร เสกของต่างๆ ที่ต้องการ ช่วยให้คนถูกลอตเตอรี่ ทำให้เขาตื่นเต้นยินดีมาก แต่พระเจ้าตัวจริงกลับบอกเขาว่าการแหวกน้ำทะเล หรือเสกสิ่งต่างๆ นั้นเป็นแค่มายากล ทำแล้วจะได้อะไรขึ้นมากนอกจากความบันเทิง แต่ปาฏิหาริย์ที่แท้จริงคือการช่วยเหลือคนต่างหาก เช่น ช่วยเด็กติดยาให้กลับมาเป็นคนดี ช่วยคนให้พ้นจากความทุกข์ นี่สิคือปาฏิหาริย์ที่แท้จริง

ซึ่งเขาได้สรุปในใจว่าหนังเรื่องนี้พูดตรงกับแก่นของพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง เพราะเรื่องต่างๆ ที่เราชาวพุทธมักเข้าใจว่าเป็นแก่นนั้น จริง ๆแล้วเป็นเพียงส่วนประกอบ ความวิเศษที่แท้ของพระพุทธศาสนาคือการทำให้คนหายจากทุกข์ต่างหาก

อีกเรื่องหนึ่งที่คนมักจะเข้าใจผิดกันมาก คือคิดว่าต้องนั่งสมาธิ หลับตาท่องพุทโธ แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย คนเรานั้นมีสมาธิได้ตลอดเวลา แม้แต่ตอนลืมตา ถ้าเรามีสติอยู่กับตัว อยู่กับปัจจุบัน ตัวสตินี่เองที่จะทำให้เกิดสมาธิตามมา

ผู้เขียนได้หยิบยกความเห็นที่น่าสนใจของนักปรัชญาทางศาสนา และผู้นำทางจิตวิญญาณชาวอินเดีย คือท่านโอโช ซึ่งท่านได้กล่าวไว้ในหนังสือคุรุวิพากย์คุรุว่า วันหนึ่งพระพุทธองค์พยายามจะเดินข้ามแม่น้ำเนรัญชราที่ตื้นเขิน แต่ก็ทรงอ่อนแรงจนล้มลงไปในแม่น้ำ เพราะทรงไร้เรี่ยวแรงจนแทบไม่สามารถช่วยเหลือพระองค์เองได้ ในครั้งนั้นพระพุทธองค์จึงทรงคิดได้ว่าหากฉันยังไม่สามารถข้ามแม่น้ำเล็กๆ ราวกับลำธารนี้ในฤดูร้อนได้ แล้วจะข้ามมหาสมุทรใหญ่ในโลกได้อย่างไร ฉันจะแปรเปลี่ยนโลกได้อย่างไร

หลังจากนั้นพระพุทธองค์ก็ได้ทรงค้นพบทางสายกลาง และเริ่มนั่งสมาธิจนบรรลุธรรมเข้าถึงพระนิพพาน

เท่าที่เราทราบกันมาตำราพระพุทธศาสนาส่วนมากก็มักจะบอกไว้แค่นั้น แต่ก็น่าคิดว่าถ้าเรื่องทั้งหมดมีเพียงแค่นั้นจริงๆ แล้วทำไมชาวพุทธทุกคนที่เคยนั่งสมาธิจึงไม่บรรลุธรรมตามพระพุทธองค์ไปด้วย และทำไมพระพุทธองค์นั่งสมาธิมาเป็นเวลานานหลายปีโดยไม่ตรัสรู้

ปริศนานี้เป็นสิ่งที่น่าคิดมากว่า การนั่งสมาธิในคืนที่พระองค์ตรัสรู้นั้นจะต้องมีอะไรที่มากกว่าในหนังสือหรือที่พระไตรปิฎกบอกไว้แน่นอน และสิ่งนั้นเองน่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้พระพุทธองค์ตรัสรู้

ท่านโอโชได้แสดงความเห็นของการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าไว้อย่างน่าสนใจ มีใจความว่า คืนนั้นพระองค์ทรงตระหนักว่า ทุกความพยายามที่ผ่านมาล้วนสูญเปล่า หลังจากทดลองมาทุกอย่างทุกวิธีมาเป็นเวลานาน แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จเลย พระองค์จึงทรงละวางทุกอย่าง ทิ้งทุกความพยายาม ปล่อยวาง มีชีวิตที่ไร้เป้าหมาย ไร้อดีต ไร้อนาคต แล้วหลับไป และนั่นเป็นคืนแรกที่พระองค์ทรงได้หลับอย่างแท้จริง

ต่อมาเมื่อทรงตื่นขึ้น และมองเห็นดวงดาวดวงสุดท้ายลับหายไป พระองค์ตรัสว่า พร้อมกับดาวที่เลือนลับไป ตัวฉันก็เลือนลับไปด้วย ดวงดาวนั้นสูญไป ตัวฉันก็สูญไปเช่นกัน บัดนั้นดวงตาของพระองค์เป็นเหมือนกระจกที่มีเพียงความว่างเปล่าเท่านั้น ไร้ซึ่งตัวตนอีกต่อไป

ท่านโอโชอธิบายว่า ความคิดที่อยากจะทำให้ได้ อยากประสบความสำเร็จนั้นเองได้กลายเป็นอุปสรรค ในการบรรลุธรรมของพระพุทธองค์ เพราะตัวตนของเราจะคงอยู่ต่อไปหากเรายังมีความต้องการ และยังคงมีความพยายามที่จะบรรลุเป้าหมายบางอย่าง ความต้องการและความพยายามนั้นเองคือการเพิ่มตัวตนของเรา ถ้าเราไม่มีความต้องการ ไม่มีความพยายาม ตัวตนของเราย่อมคงอยู่ไม่ได้

เมื่อพระพุทธองค์ทรงตระหนักเรื่องนี้ และทรงปล่อยวางความต้องการที่จะบรรลุเป้าหมาย ตัวตนของพระองค์จึงหายไปด้วย และชั่วขณะที่ทรงพ้นจากความพยายามใดๆ นี้เอง ที่ได้ทรงบรรลุธรรม และตรัสรู้ในที่สุด

อย่างไรก็ตามผู้เขียนก็เกรงว่าหากผู้อ่านไม่เข้าใจในข้อความดังกล่าวข้างต้นอย่างถ่องแท้อาจคิดไปได้ว่า ถ้าเช่นนั้นคนเราควรจะละทิ้งเป้าหมายและล้มเลิกความพยายามในชีวิตน่าจะดีกว่า เขาจึงอธิบายว่า ถ้าอย่างเราๆ ท่านๆ ไปทำเช่นนั้นก็คงไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะพระพุทธองค์ได้ผ่านช่วงเวลาแห่งความพากเพียรพยายามมาแล้วถึง ๖ ปีในชาติปัจจุบัน และได้เพียรพยายามอีกมากในอดีตชาติ

สรุปความว่า คนเรานั้นถ้าไม่มีความพยายามก็ไม่มีการบรรลุ แต่ถ้ามีแค่ความพยายามโดยไม่มีการปล่อยวางก็ย่อมไม่บรรลุเช่นกัน

เรื่องสุดท้ายที่จะขอหยิบยกมากล่าวในที่นี้ เป็นเรื่องของการฝึกสติ

พระพุทธองค์ทรงสอนว่า คนเรานั้นควรมีสติตลอดวัน และนั่นก็คือการทำสมาธิอย่างหนึ่ง การมีสติและการใช้ชีวิตประจำวันนั้นควรเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แยกจากกันไม่ได้ เหมือนเช่นลมหายใจของคนเราที่ต้องมีอยู่ตลอดเวลาเพราะลมหายใจคือสัญลักษณ์ของชีวิต

สิ่งสำคัญที่จะตามมาในขณะที่มีสตินั้นคือวิปัสสนา หมายถึงมอง เฝ้าดู เฝ้าสังเกต ซึ่งการสังเกตนั้นมี ๓ ระดับได้แก่

๑.      การสังเกตร่างกาย นั่นคือสิ่งที่ผู้เขียนกล่าวมาในหลายๆ ครั้งก่อนหน้านี้ว่า คุณต้องมีสติรับรู้ร่างกายของตนเองตลอดเวลา รู้ตัวว่ากำลังยกมือขึ้น นั่งลง หันซ้าย หันขวา การสังเกตร่างกายนี้จะทำให้เราเคลื่อนไหวช้าลง เพราะจะต้องใช้สติตลอดเวลา เหมือนเช่นพระพุทธองค์ที่ทรงพระดำเนินช้ามาก พระองค์เคยอธิบายแก่ผู้สงสัยไว้ว่า “การเดินก็เหมือนส่วนหนึ่งของการทำสมาธิ ให้เดินราวกับกำลังเดินอยู่ในลำธารที่เย็นเฉียบ ต้องมีสติตระหนักรู้ตลอดเวลา มิฉะนั้นอาจจะลื่นได้” เช่นเดียวกับที่ท่านติช นัท ฮันห์ กล่าวไว้ว่า การเดินอย่างช้าๆ สัมผัสถึงทุกการเคลื่อนไหวของแต่ละมัดกล้ามเนื้อ และความรู้สึกที่เท้ากระทบพื้นและยกขึ้นนั้น คือปาฏิหาริย์ที่ยิ่งใหญ่กว่าพลังวิเศษใดๆ บนโลกมนุษย์

๒.    การสังเกตความคิด คือการค้นหาความคิดของตัวเองให้เจอ และเฝ้ามองความคิดที่เกิดขึ้นด้วยจิตใจที่ว่างเปล่า เรามีหน้าที่เพียงแค่ดูเท่านั้น เพียงแค่เฝ้ามองว่ากำลังคิดอะไรอยู่ อย่าไปตัดสินใดๆ เหมือนกระจกที่ไม่เคยตัดสินที่มันสะท้อน เพราะเมื่อใดที่เราเริ่มเข้าไปตัดสิน แสดงว่าเรากำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของความคิดแล้ว เมื่อเราเฝ้าดูความคิดได้ ๕๐% ความคิดที่เกิดขึ้นก็จะเหลือเพียง ๕๐% เมื่อเราเฝ้าดู ๗๐% ความคิดที่จะเกิดขึ้นก็จะเหลือเพียง ๓๐% และเมื่อเราเฝ้าดูความคิดได้ ๑๐๐% ก็เท่ากับว่าไม่มีความคิดใดๆ เกิดขึ้นเลย เพราะเราไม่สามารถทั้งเฝ้าดูและคิดไปได้พร้อมๆ กันนั่นเอง จึงถือเป็นกุศโลบายที่ฉลาดมากในการกำจัดความคิดออกไป

๓.     การสังเกตอารมณ์ เมื่อทำได้ถึงขั้นนี้ก็ไม่ยากอีกต่อไปครับ เพราะในขั้นนี้ก็เหมือนขั้นตอนที่ ๒ ทุกประการ เพียงแต่เปลี่ยนจากความคิดเป็นอารมณ์เท่านั้น โดยให้จับความรู้สึกของอารมณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ รู้สึกเศร้าก็รู้ว่าเศร้า รู้สึกโกรธก็รู้ว่าโกรธ ทำให้เหมือนตัวเองเป็นกระจก อย่าไปตัดสิน อย่าไปเข้าร่วมในอารมณ์นั้นๆ เมื่อทำได้คล่องแล้วคุณจะรู้สึกเหมือนเป็นอีกคนหนึ่งที่ยืนดูอารมณ์ของตัวเองได้ เห็นว่าความสุขมาแล้วก็ไป ความเศร้ามาแล้วก็ไป ความโกรธมาแล้วก็ไป และสามารถเลือกได้ด้วยว่าเราจะโกรธหรือไม่ เราจึงกลายเป็นนายของอารมณ์ตัวเอง ทุกอารมณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเพียงสิ่งที่เราเฝ้ามองเท่านั้น เมื่อมีความสุขความทุกข์เกิดขึ้นเราจึงไม่ไปหลงยึดติด เพราะรู้ว่าเดี๋ยวมันก็ผ่านไป ไม่ต่างกับการนั่งดูพระอาทิตย์ขึ้นและตก เรารู้ว่าเราไม่สามารถไปเปลี่ยนแปลงอะไรได้ เมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไป ย่อมกลายเป็นเวลากลางคืน เราก็เพียงแต่รับรู้ว่า เวลากลางคืนมาถึงแล้ว ก็แค่นั้น

เมื่อสามารถทำได้ทั้ง ๓ ขั้นตอนแล้ว คุณก็จะอยู่บนโลกใบนี้ในอีกมุมมองหนึ่ง โดยไม่ได้เป็นทาสความคิดและอารมณ์อีกต่อไป เป็นแต่เพียงผู้ดูเท่านั้น

 

ที่มา : ชื่อเรื่อง : จบที่ใจ
  ผู้เขียน : กิตติชัย  เกษมศานติ์
  ผู้แปล : -
  สำนักพิมพ์ : อมรินทร์ธรรมะ
  พิมพ์ครั้งที่ : -
  ปี : ๒๕๕๕
  จำนวนหน้า : ๑๘๙
  ราคา : ๑๖๙ บาท
Share
© 2012 Wisdom Page Online. Suffusion theme by Sayontan Sinha

Switch to our mobile site